....."ลูชาโน ปาวารอตตี" นักร้องโอเปร่าผู้เปี่ยมไปด้วยความสามารถและลีลาทางการแสดงบนเวที จนกลายเป็นนักร้องเสียงเทอเนอร์ที่เป็นที่รักที่สุดทั้งในและนอกแวดวงเพลง คลาสสิก เสียชีวิตลงแล้วที่บ้านพักเมื่อเช้ามืดที่ผ่านมาจากโรคมะเร็งตับอ่อนในวัย 71 ปี ตามรายงานจากเอพี

 

  เทอร์รี ร็อบสัน ผู้จัดการส่วนตัวของ ลูชาโน ปาวารอตตี นักร้องโอเปร่าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอิตาลีคนปัจจุบัน ได้แจ้งข่าวร้ายต่อสำนักข่าวเอพีทางอีเมล์ว่า ปาวารอตตี ได้เสียชีวิตลงแล้วในบ้านพักที่เมืองโมเดนา ตรงกับเวลา 5.00 น. ในเวลาท้องถิ่น หลังจากที่เขาต่อสู้กับโรคมะเร็งตับอ่อนที่ถูกตรวจพบตั้งแต่ปีที่ผ่านมา และเข้ารับการบำบัดอีกครั้งในเดือนส.ค.ที่ผ่านมา

 

  "มาเอสโตรต่อสู้กับโรคมะเร็งตับอ่อนนี้มาอย่างยาวนาน และสุดท้ายมันก็มาพรากชีวิตจากเขาไป แต่แม้ในยามที่ยากลำบากนี้ เขายังคงไว้ซึ่งภาพลักษณ์ที่ผู้คนคุ้นเคยจากชีวิตและงานของเขา เขายังมองมันในมุมบวกจนกระทั้งวาระสุดท้ายในเวลาที่โรคร้ายเอาชีวิตเขาไป"

 

  ด้วยภาพลักษณ์ที่ทำให้ผู้คนติดตาทั้งเคราที่ดกหนาและชุดทักซิโดที่ รัดตรึง รวมทั้งเสียงร้องที่ทั้งทรงพลังและเป็นเอกลักษณ์ของเขา รวมกันเป็นเสน่ห์ที่จับต้องไม่ได้ ที่แม้แต่เพื่อนรักจากทีม The Three Tenors ทั้ง ปลาซีโด โดมิงโก หรือ โฆเซ คาร์เรราส ก็เทียบไม่ได้

 

  "ผมชื่นชมในพลังเสียงที่ดุจดังพระเจ้าประทานมาของเขาอยู่เสมอ เขาเปล่งเสียงอันเป็นเอกลักษณ์ตั้งแต่ต่ำสุดจนถุงสูงสุดของเทอเนอร์โดยไม่ เพี้ยนซักโน้ตเดียว" โดมิงโกให้แถลงการร์จากลอส แองเจลิส

 

  "ผมยังชื่นชอบในอารมณ์ขันของเขาและการแสดงทุกครั้งระหว่างเราและโฆเซ คาร์เรราส ในชื่อคอนเสิร์ต The Three Tenors เรามักมีปัญหาในการลืมขึ้นเวทีคอนเสิร์ตที่มีแฟนเพลงรออยู่ เพราะมัวแต่สนุกกันในกลุ่มพวกเราเองอย่างมากเลย"

 

ศิลปินใหญ่ที่ไม่มีใครเหมือน

 

  อาจจะกล่าวได้ว่าในโลกของเสียงโอเปราติก เทอเนอร์ในศตวรรษที่ 20 ได้เริ่มขึ้นจากการมาถึงของ เอนริโก คารูโซ ผู้ยิ่งใหญ่ และจบลงด้วยการจากไปของ ลูชาโน ปาวารอตตี แม้ช่วงเวลาที่ผ่านมาจะมีนักร้องเสียงเทอเนอร์ที่มีความสามารถมากมาย แต่ก็ไม่มีใครเสมอเหมือนความสามารถที่ติดตัวมาแต่กำเนิดและเสน่ห์ที่ไม่ เหมือนใคร ที่ทำให้ปาวารอตตีกลายเป็นที่รักของแฟนๆ ทั่วโลกไปได้

 

  ปาวารอตตีนับเป็นดวงดาวที่เจิดจรัสที่สุดบนฟากฟ้านี้" ฮาโรลด์ โชนเบิร์ก นักวิจารณ์ดนตรีผู้ล่วงลับแห่งนิวยอร์ก ไทม์ เคยยกย่องเขาเอาไว้

 

  ปาวารอตตี ไม่ได้ทรงอิทธิพลต่องานเพลงคลาสสิกเท่านั้น แต่ยังไปสร้างสีสันกับดนตรีในวงกว้างด้วย เขาเป็นศิลปินใหญ่ที่ยินดีในการร้องเพลงคู่กับ โจน ซัทเธอร์แลนด์ นักร้องเสียงโซปราโนคนดัง เช่นเดียวกับการร้องเพลงร่วมกับสาวๆ วง Spice Girls จนบางครั้งได้รับการวิจารณ์ว่านำงานศิลปะไปสู่ผลประโยชน์การค้าเกินควร

 

 

 

 

 

  "คำว่าการค้าในที่นี่เป็นสิ่งที่เรารับได้ สิ่งที่เราสร้างขึ้นนี้ทำให้คนกว่า 1.5 พันล้านคนทั่วโลกได้มีโอกาสฟังเพลงโอเปร่า ถ้าคุณอยากจะเรียกมันว่าการค้า หรือจะใช้คำไหนที่เย้ยหยันเรามากกว่านี้ เราก็ไม่แคร์ เชิญเรียกได้ตามสบาย" ปาวารอตตีกล่าวหลังจากคอนเสิร์ต Three Tenors ครั้งหนึ่งของเขา

 

  สำหรับแฟนพันธุ์แท้เพลงคลาสสิกแล้ว คุณค่าในเสียงร้องของปาวารอตตี ทำให้เขาเป็นแบบอย่างในอุดมคติของผู้ถ่ายทอดความงดงามของโอเปร่าแบบฉบับของ อิตาลี ซึ่งเป็นผลให้เขาเริ่มประสบความสำเร็จอย่างสูงในยุค 1960-1970 แฟนเพลงนับล้านทั่วโลกที่มีโอกาสได้ชมการแสดงอันเด็ดขาดของเขาในเพลง Nessun Dorma เพลงอาเรีย (เพลงเดี่ยวสำหรับนักร้องในอุปรากร) ของโอเปร่าเรื่อง Turandot ของ จิอาโคโม ปุชชีนี ต่างยอมรับว่ามันได้กลายเป็นเพชรน้ำเอกของวงการโอเปร่าอย่างสมบูรณ์แบบ

 

  ซึ่งเพลง Nessun Dorma นี้เองที่เป็นเพลงสุดท้ายที่ปาวารอตตีใช้ในการแสดง เมื่อเขาไปร้องเพลงนี้ที่พิธีเปิดการแข่งขันโอลิมปิคฤดูหนาวที่เมืองตูริน ประเทศอิตาลีเมื่อเดือน ก.พ. ปี 2006 ซึ่งคอนเสิร์ตเต็มรูปแบบครั้งสุดท้ายของเขาได้แก่การแสดงที่กรุงไทเปเมื่อ เดือนธ.ค. ปี 2005

 

 

 

  ปีนี้นับเป็นปีที่โลกได้เสียบุคลากรในแวดวงอุปรากรอย่างต่อเนื่อง เพราะเมื่อวันที่ 2 ก.ค. ที่ผ่านมา เบเวอร์ลี ซิลส์ นักร้องโซปราโนชื่อดังชาวอเมริกัน ที่ได้ชื่อว่าเป็นเงาสะท้อนของปาวารอตตี ก็ได้เสียชีวิตที่บ้านพักในนิวยอร์กในวัย 78 ปี จากโรคมะเร็งด้วยเช่นกัน

 

  ไม่นานมานี้ ปาวารอตตีเพิ่งจะเสียบุพการีทั้งสองของเขาไป โดย อาเดล เวนตูรี ปาวารอตตี คุณแม่ของเขาได้เสียชีวิตไปเมื่อปี 2002 ขณะที่ เฟอร์นันโด ปาวารอตตี คุณพ่อของเขาก็มาจากไปหลังจากนั้นไม่ถึง 5 เดือนในวัย 89

 

ในวาระสุดท้าย

 

  ในช่วงที่ยังแข็งแรงดีอยู่ ปาวารอตตีตั้งใจจะเดินทางออกจากนิวยอร์กเพื่อที่จะเริ่มต้นทัวร์คอนเสิร์ต อำลาของเขาเมื่อปี 2006 ก่อนที่แพทย์จะตรวจพบมะเร็งร้ายที่ตับอ่อนของเขา ซึ่งผู้จัดการส่วนตัวของเขาเผยในเวลานั้นว่าเขาต้องเข้ารับการผ่าตัดที่โรง พยาบาลในนิวยอร์ก และคอนเสิร์ตอำลาในช่วงปี 2006 ทั้งหมดก็ต้องถูกยกเลิกไป

 

  มะเร็งตับอ่อนถือเป็นหนึ่งในโรคที่ร้ายแรงที่สุด แม้ทางการแพทย์จะยืนยันว่าการผ่าตัดจะช่วยให้โอกาสในการรอดชีวิตมีมากขึ้นก็ ตาม

 

  "ผมเป็นชายที่โชคดีและมีความสุขมาตลอด จนกระทั้งเจ้าโรคร้ายนี้มาเล่นงานผม ตอนนี้ผมต้องชดใช้ความโชคดีและมีสุขที่เกิดขึ้นในชีวิตผมชะแล้ว" ปาวารอตตี กล่าวต่อหนังสือพิมพ์ คอร์เรียเร เดลลา เซียรา ของอิตาลีหนึ่งเดือนหลังจากเข้ารับการผ่าตัด

 

  หนึ่งปีหลังจากนั้นแฟนๆ ทั่วโลกยังคงรอคอยการคืนเวทีของเขาหลังจากการผ่าตัดอยู่เสมอ โดยผู้จัดการส่วนตัวของเขาเผยว่าช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา ปาวารอตตีใช้เวลาหมดไปกับการสอนเด็กๆ ผู้โชคดีกลุ่มเล็กๆ และบันทึกเสียงเพลงศาสนา ซึ่งเป็นผลงานที่มีกำหนดออกวางจำหน่ายในช่วงต้นปี 2008 นี้ โดยปาวารอตตีจะแบ่งเวลาไปๆ มาๆ ระหว่างบ้านพักที่บ้านเกิดในเมืองโมเดนาและรีสอร์ตส่วนตัวที่เมืองเปซาโรแถบ คาบสมุทธอาเดรียติก

 

  ขณะที่กำลังลุ้นอาการที่ไม่ทุเลาขึ้นของนักร้องดังผู้นี้ นิโคเล็ตตา มันโตวาดี ภรรยาคนที่ 2 ของเขากล่าวต่อ ลา สแตมปา หนังสือพิมพ์ของอิตาลีเมื่อเดือน ก.ค. ที่ผ่านมาว่า "เขาต่อสู้กับมันเหมือนราชสีห์ หัวใจเขายังเต็มเปี่ยมด้วยพลังใจเสมอ"

 

  ปาวารอตตี มีลูกสาว 3 คนกับภรรยาคนแรก ทั้งโลเรนซา, คริสตินา และจูเลียนนา และอลิซ ลูกสาวที่เกิดจากภรรยาคนที่ 2

 

  ผู้ที่ไปเฝ้าดูใจเขาเป็นครั้งสุดท้ายได้แก่ นิโคเล็ตตา ภรรยา, ลูกสาวทั้ง 4 ,กาเบรีลาน้องสาว ,หลานๆ ,ญาติสนิท และเพื่อนๆ ของเขา

 

 

คุณค่าที่เที่ยงแท้

 

  โดยบทสัมภาษณ์ครั้งสุดท้ายของปาวารอตตีอย่างเป็นทางการได้แก่ ความยินดีที่ทางการของกระทรวงวัฒนธรรมของอิตาลีได้มอบรางวัลเชิดชูเกียรติใน ฐานะเป็นผู้ส่งเสริมวัฒนธรรมของชาติให้กับเขาเมื่อวันอังคารที่ผ่านมานี้เอง ซึ่งแต่เดิมยังไม่ได้กำหนดว่าจะมีพิธีมอบรางวัลกันในช่วงเวลาใด

 

  "รางวัลนี้ทำให้ผมเต็มไปด้วยความสุขและความภูมิใจ" ปาวารอตตีกล่าวต่อทางสำนักข่าว ANSA เมื่อวันพุธที่ผ่านมา

 

  ทางโรงโอเปรา La Scala อันยิ่งใหญ่ของเมืองมิลาน ที่ๆ ปาวารอตตีเคยไปเปิดการแสดงครั้งแรกเมื่อ 40 ปีก่อน กล่าวว่าจะจับมือกับโรงละครของเมืองโมเดนาในการจัดการประกวดร้องเพลงเพื่อ เป็นการอุทิศแก่ปาวารอตตี

 

  "มันเป็นโอกาสอันดีที่เราจะได้แสดงความคารวะต่อลูชาโน ปาวารอตตี ผู้เป็นดั่งสัญลักษณ์ของดนตรีอิตาเลียนบนโลกใบนี้" ตัวแทนของ La Scala แถลงการณ์เมื่อวันก่อน

 

  แนวคิดดังกล่าวเป็นเรื่องที่ปาวารอตตีตอบรับอย่างยินดี เพราะหวังอย่างยิ่งว่าการประกวดดังกล่าวจะช่วยเปิดโอกาสให้กับคนหนุ่มคนสาว มากขึ้น

 

  "ผมคิดเสมอว่าคุณค่าที่แท้จริงของเรา, จุดเด่นที่แท้จริงของเรา คือความกระตือรือร้น, การอุทิศตน และการสนับสนุน ที่เราสามารถถ่ายทอดไปยังเยาวชนคนหนุ่มสาวได้" ปาวารอตตีกล่าวเอาไว้หนึ่งวันก่อนที่เขาจะจากโลกนี้ไปอย่างสงบ...

คำคมของพาวารอตติ (Quotes by Luciano Pavarotti)

 

ผม มันแค่คนธรรมดา ไม่ว่าใครจะยกย่องสรรเสริญเยินยอเพียงใด ผมก็ยังพอใจอยู่กับจุดเริ่มต้นของผม นั่นคือความธรรมดา

          "I am a very simple person.In spite of all that has happened to me,

           I have tried to remain the simple person I started out."

 

 

ทุกๆวัน ผมมักเตือนตนเองอยู่เสมอ ว่าพรวิเศษสุดที่ผมได้รับคือ การได้ร้องเพลง คุณไม่อาจล่วงรู้ได้หรอกนะว่าเมื่อไรคุณจะสูญเสียความสามารถในการร้อง ร้องไม่ได้อีกต่อไป และนั่นก็เป็นสิ่งที่ทำให้คุณประทับใจในช่วงเวลาที่ยังเหลืออยู่ เมื่อคุณยังร้องเพลงได้ดีอยู่ ผมมักจะขอบคุณพระผู้เป็นเจ้าที่ทรงอำนวยพรให้ผมได้ร้องเพลงต่อไป อีกครั้ง อีกสักคอนเสิร์ต 

          "Every day I remind myself of all that I have been given.

       ... With singing, you never know when you are going to lose the voice,

       and that makes you appreciate the time that you have when you are still singing well.

       I am always thanking God for another season, another month, another performance."

 

ใน ฐานะที่เป็นงานศิลปะ โอเปราคือการสร้างสรรค์ที่หายากและน่าทึ่ง สำหรับผมแล้ว มันคือการสะท้อนออกถึงแง่มุมต่างๆของละครชีวิต ซึ่งไม่อาจจะเปรียบเทียบกับแนวทางอื่นได้ และไม่อาจเทียบความงดงามกับโอเปราได้ 

            "As an art form, opera is a rare and remarkable creation.

      For me, it expresses aspects of the human drama that cannot be

      expressed in any other way, or certainly not as beautifully."

 

ไม่จำเป็น เสมอไปที่จะต้องคาดหวังการปรบมือโห่ ร้องกึกก้องยาวนานหรือการแสดงที่เป็นตำนาน บางทีแค่ขอให้มีความสุขกับการพ้นผ่านเวทีโอเปรานี้ไปโดยไร้ปัญหาก็พอ

       "It is not always a matter of wild ovations and legendary performances.

        Sometimes you are just happy to get through an opera without trouble."

 

ไม่มีสิ่งใดที่อาจทำให้หมองเศร้ากังวลหรือกดดันได้ต่อไป เพียงเพราะผมรู้ว่านี่คือชีวิตที่ผมรัก

    "Nothing that has happened has made me feel gloomy or remain depressed. I love my life."

 

 

Quotes by Luciano Pavarotti, taken from his 1995 autobiography: "Pavarotti: My World," by Luciano Pavarotti and William Wright.

 

*********************************************************

(...ขอเสริมอีกซักนิด)

 

 

ลูซิอาโน พาวารอตติ เสียงสวรรค์ สู่สวรรค์

      ..เสียง ขับร้องที่เปล่งออกมาจากมนุษย์นั้นคือเครื่องดนตรีธรรมชาติที่สุด ในเสียงร้องคือเสียงลม พัดผ่านจากภายในสู่ภายนอก แล้วสะท้อนย้อนกลับมาสู่ภายใน ลมหายใจ จุดบรรจบพบกันของชีวิตกับธรรมชาติ เมื่อดำเนินไปต่อเนื่องคือการดำรงคงอยู่ เมื่อลมนั้นยุติลง จบเพลง จบเสียง จบการเคลื่อนไหวใดๆในชีวิต หวนคืนสู่ธรรมชาติ

 

เสียงไพเราะของเขาคนนั้นที่กล่อมฝันให้คนทั้งโลกมานานปี ก็ไม่อาจหลีกหนีกฎธรรมชาติได้เช่นกัน

 

เช้า มืด 6 กันยายน 2550 ลูซิอาโน พาวารอตติ (Luciano Pavarotti) นัก ร้องโอเปราเสียงเทเนอร์ที่สร้างผลงานมากมายในโลกดนตรีคลาสสิก ลาลับดับสังขาร จากไปด้วยโรคมะเร็งตับอ่อน (pancreatic cancer)ที่บ้านเกิด เมืองโมเดนา ทางตอนเหนือของประเทศอิตาลี ด้วยอายุขัย 71 ปี

 

ใน ศตวรรษที่ 20 นักร้องโอเปราที่มีความสามารถนั้นมีมากมาย หากแต่นักร้องที่ยิ่งใหญ่ในใจของคนรักเพลงมีเพียงไม่กี่คน ถ้าจะเริ่มต้นศตวรรษด้วยเอนริโก คารูโซ (Enrico Caruso) เทเนอร์อัจฉริยะผู้วางมาตรฐานการขับร้องให้หลายคนได้เดินก้าวตาม ก็คงจะมิผิดหากจะกล่าวว่าศตวรรษนี้ปิดฉากลงด้วยลูซิอาโน พาวารอตติ นัก ร้องที่เป็นยิ่งกว่าที่รักของคนฟังเพลงโอเปรา บุคลิกภาพที่น่าประทับใจ ภาพที่คุ้นเคยของคนรักเพลงคลาสสิกทั้งโลก นักร้องชายร่างอ้วนท้วน เคราครึ้ม แต่งทักซิโด้ดูสะอาดตา พกผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาดในมือเสมอเวลาอยู่บนเวที ยิ้มแย้มร่าเริง สายตาอ่อนโยนแต่เข้มแข็งอยู่ลึกๆ เอ่ยเอื้อนลำนำของเหล่าอดีตบรมครูดุริยกวีโอเปราด้วยพลังเสียงแหลมสูง กังวานหวานมีเสน่ห์ ก้าวเดินจากเวทีโอเปราอย่างขนบธรรมเนียมไปสู่เวทีหลากหลาย เคล้าคลุกชีวิตและเสียงเพลงไปกับสิ่งแวดล้อมสังคมวัฒนธรรมที่แตกต่างอย่าง ไม่มีข้อจำกัด เวทีฟุตบอล เวทีกีฬาโลก เวทีเพลงพ็อพ เวทีดนตรีร็อค จอภาพยนตร์ รายการโทรทัศน์ อนิเมชั่น ฯลฯ เป็นความกล้าที่ท้าทายกับผู้คนร่วมวงการขับร้องโอเปราอีกมากมายให้ทบทวนใคร่ ครวญคิดว่า ที่สุดแล้วเกณฑ์กรอบขอบขีดเวทีโอเปรามีจริงแท้หรือไม่ พาวารอตติไม่ต้องการถกเถียง ไม่แก้ตัว แต่เดินหน้าทำให้ประจักษ์และพิสูจน์คุณค่างามบริสุทธิ์นั้นด้วยวันเวลาที่ ผ่านไป

 

ลูซิอาโน พาวารอตติ เกิดเมื่อ 12 ตุลาคม 2488 บิดาชื่อเฟอร์นันโด พาวารอตติ เป็นคนทำขนมปัง และนักร้องเสียงเทเนอร์ มารดาชื่ออาเดล เวนตูรี เขาเริ่มร้องเพลงกับพ่อที่โบสถ์ตั้งแต่อายุ 9 ขวบ ในวัยเด็กเขาใฝ่ฝันจะเป็นนักฟุตบอลอาชีพ แต่แม่อยากให้เป็นครู ในขณะที่พ่ออยากให้เป็นนักร้อง เขาเริ่มหัดร้องเพลงอย่างจริงจังตั้งแต่ พ.ศ. 2497 เมื่ออายุ 19 ปี ชนะการประกวดขับร้องประสานเสียง และขึ้นเวทีการแสดงครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2504 บท Rodolfo ในเรื่อง La bohème ที่โรงอุปรากรแห่งเมือง Reggio Emilia พาวารอตติเป็นที่ชื่นชมของแฟนเพลงตั้งแต่นั้นมา และมีผลงานที่ต่อเนื่อง เขาก้าวสู่สถานะนักร้องอาชีพเต็มตัวเมื่อ พ.ศ. 2508 ที่ไมอามี โดยขึ้นเวทีขับร้องเรื่อง Lucia di Lammermoor คู่กับโจน ซุทเทอร์แลนด์ (Joan Sutherland) ซึ่งกลายเป็นนักร้องคู่ขวัญกับเขามานานปี และตอกย้ำความสำเร็จมากขึ้นใน พ.ศ. 2515 ในการขับร้องเพลงจาก La Fille du Regiment กับคณะนิวยอร์คเมโทรโพลิแทนโอเปรา เมื่อเขาสามารถร้องโน้ตโดตัวสูงสุด (nine high Cs) ออกไปได้อย่างน่าทึ่งและทรงพลัง ท่ามกลางความตื่นเต้นพิศวงของผู้ชมที่พร้อมใจกันลุกขึ้นยืนปรบมือให้เขาเป็น เวลายาวนานหลังสิ้นสุดการแสดง

 

 

เพลงที่คนจดจำเขามาก ที่สุดคือ Nessun Dorma จาก โอเปราเรื่อง Turandot ของจาโคโม ปุชชินี ซึ่งถือว่าเป็นงานประวัติศาสตร์ของวงการการขับร้องอย่างแท้จริง ต่อมากลายเป็นเพลงประจำสถานีวิทยุ BBC และเพลง Nessun Dorma นี้เอง เป็นเพลงสุดท้ายที่พาวารอตตีใช้ในการแสดง เมื่อเขาไปร้องเพลงนี้ที่พิธีเปิดการแข่งขันโอลิมปิคฤดูหนาวที่เมืองตูริน ประเทศอิตาลีเมื่อเดือน กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549 หลังจากคอนเสิร์ตเต็มรูปแบบครั้งสุดท้ายของเขาผ่านไปที่กรุงไทเป ประเทศไต้หวันเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2548

 

เขามักออก คอนเสิร์ตเพื่อการกุศลบ่อยๆ สลับกับสวมบทพระเอกในโอเปราจริงจังหลายๆเรื่อง เดินทางไปทั่วโลกเพื่อขับขานบทเพลงในตำนาน เคยสร้างปรากฏการณ์ให้คนฟังดนตรีรุ่นใหม่หลงไหลมากมายเหลือเชื่อ ความไพเราะของเสียงร้องทุกโน้ต ทุกลมหายใจ ผสมผสานกับท่าทีที่เป็นมิตรและลีลาการแสดงบนเวทีที่สะกดจิตใจผู้ชม ทำให้พาวารอตติเป็นตำนานสำคัญในโลกโอเปรา

 

ผลงานสาธารณะที่คน นอกวงการเพลงคลาสสิครู้จักพาวารอตติอย่างกว้างขวางคือ "Three Tenors" ซึ่ง เป็นการขับร้องเพลงโอเปร่าในการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งที่ 14 ในปี พ.ศ. 2533 ณ กรุงโรม ประเทศอิตาลี ร่วมกับเพื่อนนักร้องชายเสียงเทเนอร์อีกสองคนคือ พลาซิโด โดมิงโก (Placido Domingo) และโฮเซ คาเรลราลส์ (Jose Carreras) โดยมีสุบิน เมธา (Zubin Mehta)เป็นวาทยากร ในข้ามคืนที่ Three Tenors ได้รับการถ่ายทอดผ่านเครือข่ายโทรทัศน์ข้ามโลกไปให้ผู้ชมหลายพันล้านได้เห็น ได้ยินได้ฟังนั้น ก็กลายเป็นงานประวัติศาสตร์อีกชิ้นของการดนตรีที่ถูกนำมาเล่าขานเป็นตำนาน อย่างน่าอัศจรรย์ และกลายเป็นธรรมเนียมต่อมาว่าทั้งสามจะได้ทำหน้าที่ต่อเนื่องทุก 4 ปี ในวาระฟุตบอลโลกที่อื่นๆคือ พ.ศ.2537 ที่ลอสแองเจลลิส สหรัฐอเมริกา พ.ศ. 2541 ที่หอไอเฟล กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส และปี พ.ศ. 2545 ที่โยโกฮามา ประเทศญี่ปุ่น นอกจากนี้เขายังร่วมงานกับนักดนตรีสายร็อค-พ็อพอีกหลายเวที เช่น U2, Spice Girls งานวิดีโอคอนเสิร์ตที่คนทั่วไปรู้จักเช่น "Three Tenors", "Pavarotti and Friends"

 

ปี 2549 ที่ผ่านมา แพทย์ตรวจพบว่าพาวารอตมีเชื้อมะเร็งที่ตับอ่อน ถือเป็นหนึ่งในโรคที่ร้ายแรงที่สุดของกลุ่มมะเร็ง เขาต้องเข้ารับการผ่าตัดที่โรงพยาบาลในนิวยอร์ก และทนทรมานกับการรักษา-ฉายแสง มาโดยตลอด แต่ก็พยายามที่จะต่อสู้ด้วยการผลิตงานเพลงที่ตนเองรัก และการล้มป่วยของเขาก็เป็นที่ห่วงใยของบรรดาเพื่อนพ้องศิลปินตลอดจนแฟนเพลง ทั่วโลก แม้จะเจ็บป่วยทรมานกระนั้นก็ตาม ด้วยวิญญาณความเป็นผู้ให้ แต่เขาก็ยังอุทิศเวลาสอนร้องเพลงให้กับเด็กๆผู้โชคดีกลุ่มหนึ่งในละแวกเมือง เมโดนาและเมืองเปซาโรซึ่งเป็นรีสอร์ทส่วนตัวของเขาย่านคาบสมุทธอาเดรียติกใน ช่วงฤดูร้อนของปี 2549 นอกจากนี้ ด้วยอุตสาหะ เขาก็ยังรวบรวมกำลังทำงานบันทึกเสียงเพลงศาสนาเพื่อออกจำหน่ายในปีหน้า (คาดว่าจะออกเผยแพร่ พ.ศ. 2551)

 

ต้นปี 2550 นี้เอง อาการเจ็บป่วยทวีมากขึ้น พาวารอตติตัดสินใจพักผ่อนอย่างสงบที่เมโดนา หลังจากเหน็ดเหนื่อยด้วยการเดินทางไปขับขานบทเพลงกล่อมคนทั้งโลกให้มีความ สุขสนุกสนาน เขาเลือกที่จะอยู่ตามลำพังกับครอบครัวที่เขารัก ผู้ดูแลใกล้ชิดคือนิโคเล็ตตา มันโตวาดี ภรรยาคนที่ 2 และอลิซ ลูกสาวคนเล็ก

 

ต้น เดือนกันยายน 2550 กระทรวงวัฒนธรรมของอิตาลีได้ประกาศมอบรางวัลเชิดชูเกียรติในฐานะเป็นผู้ส่ง เสริมวัฒนธรรมของชาติ 'Premio per l'Esccellenza nella Cultura Italiana' (for outstanding contribution to Italian culture) นอกจากนี้ รัฐบาลก็มีดำริที่จะจัดการประกวด Pavarotti International Voice Competition เช่นเดียวกับโรงโอเปรา ลา สกาลาแห่งเมืองมิลานกับเทศบาลเมืองโมเดนาก็ตกลงใจว่าจะจัดงาน Luciano Pavarotti Award เพื่อสนับสนุนนักร้องอเปรารุ่นใหม่ให้ดำเนินรอยตามความสำเร็จของพาวารอตติ

 

งานประกวดยังไม่ได้เริ่มต้น พิธีรับมอบรางวัลยังไม่อาจกระทำได้ เมื่อทุกอย่างสายเสียแล้ว

 

วาระ สุดท้ายของศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ จบลงอย่างปกติสามัญ เรียบง่าย ที่บ้านเกิด ในพื้นที่ที่เขาเคยอยู่ระหว่างทางเลือกของชีวิตว่าโตแล้วจะทำอะไรดี? เป็นนักฟุตบอลหรือเป็นนักร้อง?

 

มนุษย์อาจมีทางเลือกได้หลายทาง แต่ปลายทางสุดท้าย ธรรมชาติได้เลือกแล้ว เป็นทางที่ไม่มีใครปฏิเสธได้

 

เสาร์ 8 กันยายน 2550 สุสานเมืองเมโดนา เป็นที่พำนักกายปลายทางของพาวารอตติ ส่วนใจนั้น พำนักอยู่ที่สรวงสวรรค์มาเนิ่นนานแล้ว . . . . . . . . . .

 

 

ชีวิตที่ใช้อยู่ในโลกดนตรีคือชีวิตที่งดงาม และนี่คือทั้งหมดที่ผมอุทิศให้

“I think a life in music is a life beautifully spent and this is what I have devoted my life to”

Quotes by Luciano Pavarotti, 1995 : Pavarotti: My World

**************************************************

อ้างอิงจากเว็บไซต์:

http://www.lucianopavarotti.com/

http://en.wikipedia.org/wiki/Luciano_Pavarotti

http://x.thaikids.com/phpBB2/viewtopic.php?p=12798&sid=a5b5db7e119e14b79b1b36f8e35e14a2

http://www.manager.co.th/Entertainment/ViewNews.aspx?NewsID=9500000105223

Comment

Comment:

Tweet